BeautyTips

     หวีหรือแปรงมีหลายแบบหลากสไตล์ ซึ่งแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติต่างกันเหมาะกับการใช้งานที่ต่างกัน ดังนี้....

    Flat brush
        เป็นแปรงที่ดูบางๆ ตามชื่อ ด้านหลังของแปรงจะเป็นทรงเหลี่ยมผืนผ้าหรือรูปไข่ ประโยชน์คือใช้ในการจัดแต่งทรงผมและสำหรับการแก้ผมพันกัน

    Paddle brush
       มีลักษณะที่กว้างและแบน เวิร์คสำหรับสาวผมยาว ช่วยในการปรับแต่งทรงผมตรงหรือผมที่หยักศกเล็กน้อย ส่วนมากจะใช้หวีในช่วงท้ายของการไดร์ผม

    Vent brush
       มีซี่หวีที่ห่างและมีรูตรงกลาง ตัวแปรงใช้ช่วงเป่าผมให้แห้ง ข้อดีคือช่วยลดระยะเวลาในการเป่าผม และทำให้ผมดูหนาขึ้น

    Round brush
        เป็นแปรงกลม 360 องศา มีทั้งเล็ก ใหญ่ หลายขนาด ใช้หวีในช่วงท้ายสุดของการเป่าผม

        - แปรงกลมแบบเล็กที่มีด้านในเป็นโลหะ ใช้สำหรับการม้วนผม เมื่อโลหะร้อน แปรงผมก็จะเป็นเหมือนโรลม้วนผมไฟฟ้า
        - แปรงกลมแบบใหญ่ ใช้ในการยืดเส้นผมให้ตรงและทำให้ผมมีความนุ่ม

    Half-round brush
        คือแปรงสารพัดประโยชน์นี่เอง สามารถใช้แทนแปรงกลมเพื่อจัดแต่งทรง หรือจะใช้แปรงผมทั่วๆ ไปก็ได้

ที่มา ... spicy/ women.thaiza.com

รูปหน้าแบบนี้...ธาตุแบบไหน...กินยังไงให้เหมาะ

  คนเราดูหน้าไม่รู้ใจก็จริง แต่ตามตำรับแพทย์แผนจีน แล้วใบหน้าอาจบ่งบอกธาตุประจำตัวและอาหารการกินที่เหมาะสมได้นะ

รูปหน้าและลักษณะ สามเหลี่ยมหัวกลับ คางแคบ แต่โดดเด่นและมีสีผิวออกแดง

          ธาตุ : ถ้ามีลักษณะตามนี้จัดเป็นคนธาตุไฟ ซึ่งก็ร้อนแรงสมชื่อ นิสัยหลัก ๆ คือชอบเข้าสังคม รักสนุก แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่ใจกับรายละเอียดและเลือดร้อน หัวใจจึงทำงานหนักมาก และเสี่ยงกับปัญหาต่าง ๆ อย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิต และเส้นเลือดขอด ส่วนจิตใจก็จะพะวักพะวงจนเป็นโรควิตกกังวล นอนไม่หลับ ปวดฟัน ท้องผูก และสำหรับสาว ๆ แล้วอาจต้องระวังเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติด้วย

          อาหารธาตุไฟ : กวางตุ้ง มะนาว ผักที่มีสีแดงอย่างพริกหวานสีแดง มะเขือเทศ ทับทิม แอปเปิ้ล เบอร์รี่ต่าง ๆ ข้าวกล้อง พริกขี้หนู กุ้ง ปลา ผลิตภัณฑ์จากแพะ

          ควรหลีกเลี่ยง : อาหารมัน ๆ เนื้อแดง ของหวาน อาหารเผ็ดจัด

รูปหน้าและลักษณะ หนากลมกว้าง จมูกเป็นสัน ผิวค่อนข้างซีด

          ธาตุ : คนธาตุเหล็กไมได้แข็งกระด้างเหมือนโลหะ แต่เป็นคนมองโลกในแง่ดี ช่างพิถีพิถันและใจจอจ่อกับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป สิ่งที่ต้องดูแลคือระบบทางเดินหายใจและระวังไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ และหมั่นรักษาสุขภาพของช่องปาก ฟัน ผิวหนัง และมวลกระดูกให้ดี ๆ นอกจากนี้ การออกกำลังแบบแอโรบิก ยังสำคัญมาก แล้วก็ห้ามสูบบุหรี่เด็ดขาดนะจ๊ะ!

          อาหารธาตุเหล็ก : กะหล่ำปลี หัวไช้เท้า กล้วย ลูกพืช ลูกแพร สตรอเบอร์รี่ ถั่วเหลือง หัวบีต ไข่ขาว มะเขือม่วง หัวหอม กระเทียม เชอร์รี่ มะกอก มะรุม

          ควรหลีกเลี่ยง : อาหารเผ็ดจัด บาร์บีคิว เนื้อแดง ขนมแช่อิ่มหรืออบแห้ง

รูปหน้าและลักษณะ เหลี่ยมอวบ ผิวสีน้ำตาล

          ธาตุ : กลุ่มนี้จัดว่าเป็นคนธาตุไม้ มักจะเป็นคนมั่นใจในตัวเอง มีความรับผิดชอบสูง เครียดจัดกับทุกเรื่อง ทำให้ปวดศีรษะอยู่เสมอ ๆ มีปัญหาทั้งปวดไหล่ ปวดต้นคอ กรดไหลย้อน และความดันโลหิตสูง

          อาหารธาตุไม้ : หัวบีต คะน้า ผักโขม มันฝรั่งหวาน หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพด บร็อกโคลี่ เมล็ดทานตะวัน มะกอก น้ำมันมะกอก สาหร่าย เห็ดหอม สะระแหน่ ถั่วเหลือง (รวมเต้าหู้กับมิโสะด้วย) ถั่วดำ องุ่น กีวี เบอร์รี่ทั้งหลาย กะเพรา งา ไก่ ไก่งวง ปลา ไข่ขาว

          ควรหลีกเลี่ยง : น้ำตาล อาหารเปรี้ยว ๆ เครื่องดื่มเย็น ๆ เบียร์ เนื้อหมู เนื้อแดง กล้วย น้ำผลไม้ ส้ม

รูปหน้าและลักษณะ หน้าเหลี่ยม แต่สมส่วน ใบหูกว้าง ผิวออกคล้ำเล็กน้อย

          ธาตุ : คุณลักษณะข้างต้นผสมกับความดื้อรั้น และอดทน จะบ่งชี้นี่แหละคือธาตุน้ำ ปัญหาของคนธาตุน้ำก็เกี่ยวกับน้ำเช่นกัน ทั้งในเรื่องระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ ปัญหาสุขภาพจึงมักจะเกี่ยวกับไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ รังไข่ ระบบฮอร์โมน และหลังส่วนล่าง ซึ่งจะต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อคอยชะล้างไตอยู่เสมอ

          อาหารธาตุน้ำ : บร็อกโคลี่ แครอต แตงกวา หัวไช้เท้า มะเขือม่วง รากบัว อะโวคาโด ซูกินี่ แตงโม กะหล่ำปลี เห็ดหอม แคนตาลูป ตับ เนื้อวัว เมล็ดบัว ออริกาโน

          ควรหลีกเลี่ยง : อาหารเค็มจัด เครื่องดื่มเย็น ๆ ผัก และผลไม้ดิบ

รูปหน้าและลักษณะ หน้ารูปไข่โทนผิวออกสีเหลือง

          ธาตุ : ไม่มีใครน่าคบเท่ากับคนธาตุดิน เขามักจะมีนิสัยเป็นมิตร จินตนาการบรรเจิด แต่ก็คิดมากจนวิตกกังวลได้เหมือนกัน คนธาตุดินชอบคลายเครียดด้วยอาหาร จึงมีปัญหาระบบขับถ่ายและลำไส้ ตั้งแต่ร้อนใน ท้องร่วง ท้องผูก ท้องอืด บวมน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และพลังงานน้อย

          อาหารธาตุดิน : หน่ออัลฟัลฟา แครอต กะหล่ำดอก เห็ด มันฝรั่ง สาหร่าย แยม ฝรั่ง มะละกอ บลูเบอร์รี่ รากบัว ฟักทอง แอปเปิ้ลสีทอง มะนาว เลมอน ไข่ ลูกพรุน ลูกฟิกส์ ข้าว พริกหวานสีเหลือง ถั่วเขียว องุ่นแดง เชอร์รี่ มะม่วง สับปะรด ลูกท้อ เนื้อวัว เนื้อแกะ ปลา กะเพรา ขิง ข้าวกล้อง

          ควรหลีกเลี่ยง : เครื่องดื่มเย็น ๆ ผักและผลไม้ดิบ เนื้อสัตว์แปรรูป เนื้อหมู และเมลอน

Tip :   ดื่ม น้ำผลไม้ยามเช้าเพื่อรุ่งอรุณที่สดใส น้ำส้มมีกรดโฟลิก ช่วยลดโอกาสเป็นโรคหัวใจ และน้ำองุ่น มีฟลาวานอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระ จะคั้นเองหรือเลือกน้ำผลไม้ 100% ก็แล้วแต่ชอบเลยค่ะ


ที่มา...ขอขอบคุณข้อมูลจาก/ health.kapook.com

         สมัยนี้มีครีมบำรุงผิวให้เลือกมาก มายหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ลดรอยตีนกา ยกกระชับผิว คืนความชุ่มชื่น ลดเลือนจุดด่างดำ ฯลฯ แล้วเคยสงสัยไหนคะว่า ในการทาครีมแต่ละครั้งเราควรจะใช้ครีมปริมาณเท่าใด เพื่อใดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด...ที่สำคัญไม่เปลืองสตางค์ในกระเป๋า เพราะหากใช้อย่างถูกวิธี ก็จะช่วยประหยัดไปได้เยอะทีเดียว

     1. การทาครีมบนใบหน้า

            ปริมาณครีมที่ใช้แต่ละครั้งต้องให้พอเหมาะ เพราะถ้าใช้น้อยเกินไปก็จะเห็นผลช้า ทามากเกินไปก็จะทำให้หน้ามัน ควรใช้ครีมประมาณ 1 ข้อนิ้ว/การทาครีม 1 ครั้ง โดยเริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง โดยใช้นิ้วกลางและนิ้วนางเกลี่ยจากส่วนกลางไปยังส่วนข้าง ซ้ายออกซ้าย ขวาออกขวา ตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผากเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้

    2. การทาครีมรอบดวงตา

           ใช้เนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว โดยใช้นิ้วนางในการทา เพราะน้ำหนักกดเบาที่สุด โดยทาครีมไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา จะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ จากนั้นทาวนไปรอบ ๆ ดวงตา และควรวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้าง

    3. การทาครีมบริเวณลำคอ

           ใช้เนื้อครีมเท่ากับที่ทาใบหน้า โดยเริ่มทาจากบริเวณที่กว้างที่สุดของลำคอ คือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลง เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยาน

    4. การทาครีมบริเวณหน้าอก

           ใช้ครีมที่เหลือจากลำคอ ทาลูบไล้ในช่วงอกต่อไป โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลัง

    5. การทาครีมบริเวณแขน

            ควรทาครีมที่บริเวณต้นแขนด้านท้องแขน แล้วทาวนขึ้นหลังแขน โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบา ๆ เพื่อให้เนื้อครีมซึมซับเข้าสู่ผิว

    6. การทาครีมบริเวณเขาและเท้า

           ควรเริ่มต้นที่ต้นขา แล้วค่อยวนไปที่ปลายขา เน้นบริเวณหน้าแข้งทั้งสองข้าง เพราะบริเวณนี้ผิวค่อนข้างแห้งที่สุด และไม่ควรลืมทาครีมที่บริเวณเท้าทั้งสองข้างทาทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดให้ทั่วอุ้งเท้า เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต


ที่มา ... แม่บ้าน/women.thaiza.com