เสียง...ที่ไม่มีใครอยาก ได้ยิน

       การกรน (Snoring) เกิดจากกล้ามเนื้อคอคลายตัวขณะหลับ จนทำให้ช่องคอแคบลง ซึ่งส่งผลให้ต้องหายใจเข้า ออกแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทางเดินหายใจแคบลงจนถึงจุดหนึ่ง ความแรงของลมหายใจที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนเกิดการ สั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อ ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีเสียงกรนตามมา นอกจากนี้ การกรนยังเกิดจาก หลายสาเหตุ เช่น เกิดการปิดกั้นของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดจากการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อ ภายในระบบ ทางเดินหายใจ เช่น ลิ้น ลิ้นไก่ เพดานอ่อน คอ หรืออาจเกิดจากสารหล่อลื่น ในระบบทางเดินหายใจลดลง ทำให้ เกิดอาการแห้ง และบวม ทางเดินหายใจจึงแคบลง เมื่อหายใจจึงเกิดเป็นเสียงกรน

      ผู้ชายมีอัตราการนอนกรนมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะคนอ้วน ผู้สูงวัย ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หรือโรคจมูกอักเสบ ผู้ที่ทำ งานหักโหม หรือออกกำลังกายมากเกินไป นอกจากนี้ การดื่มสุรา สูบบุหรี่จัด กินยานอนหลับ ก็เป็นสาเหตุที่ทำ ให้กรนได้ หากช่องคอแคบลงอีกเรื่อยๆ ก็จะส่งผลให้เกิดการอุดตันในช่องคอแบบชั่วคราว ทำให้ลมหายใจเข้า ออกขาดหายไปชั่วขณะ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งหากใครมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะหากปล่อยเอาไว้ อาจเป็นบ่อเกิดของโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด อัมพาต ตลอดจนทำให้มีปัญหากับคนใกล้ชิด

7 วิธีเลี่ยงเสียงกรน  

     1. ควบคุมน้ำหนัก ความอ้วนเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของอาการนอนกรน เพราะไขมันที่สะสมบริเวณช่องทาง เดินหายใจบริเวณคอ ถูกเบียดให้เล็กลง รวมทั้งไขมันที่หน้าอกและท้อง ก็ยังเป็นภาระให้ร่างกายต้องหายใจหนัก ขึ้น และใช้พลังงานในการหายใจมากขึ้น
     2. ออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อที่ดึงรั้งช่องทางเดินหายใจมีความแข็งแรงขึ้น ขณะที่นอนหลับเนื้อเยื่อ ภายในปาก จะได้ไม่หย่อนลงมาจนขัดขวางช่องทางเดินหายใจ
     3. จัดท่านอน พยายามจัดท่านอน เพื่อป้องกันการหายใจทางปาก โดยการนอนตะแคงงอข้อศอก เพื่อให้มือ ข้างหนึ่งยันคางไว้เป็นการปิดปาก หรืออาจใช้หมอนหนุนหลังเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พลิกมานอนหงาย อาจฝึก ด้วยการนอนในที่แคบๆ จนเคยชินก็ได้ หรือจะลองใช้ลูกเทนนิสสอดไว้ในเสื้อนอนด้านหลัง ความไม่สบายนี้ จะ ช่วยเตือนให้คุณหลับในท่าตะแคงได้โดยตลอด 
     4. ยกศีรษะให้สูงขึ้น ถ้านอนตะแคงไม่ได้จริงๆ ให้นอนหงายแล้วใช้หมอนเล็กๆ หนุนที่บริเวณหลังคอด้านบน ยกศีรษะให้สูงจากเตียง เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นหย่อนลงไปในลำคอ จนเกิดเสียงกรนได้
     5. รักษาที่นอนให้สะอาด พยายามกำจัดปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดหอบหืด ภูมิแพ้ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการกรน เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์
     6. พยายามอย่าให้มีขี้มูกก่อนนอน จะช่วยให้ช่องจมูกเปิดโล่ง ลมเข้าออกได้อย่างสะดวก
     7. เพิ่มระดับความชื้นในห้องนอน เพราะการนอนในห้องที่มีความชื้นต่ำมาก อากาศภายในห้องจะแห้ง ทำให้ เยื่อบุต่างๆ ในระบบทางเดินหายใจพลอยแห้งตามไปด้วย บางรายอาจเกิดอาการบวม และทางเดินหายใจตีบ แคบลง จนเกิดอาการนอนกรนในที่สุด

กินอย่างไรไม่กรน  

    1. ไม่ควรกินอาหารก่อนนอนเยอะเกินไป และควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารหนักๆ ในช่วง 3 ชั่วโมงก่อนนอน เป็น ไปได้ควรกินอาหารเบาๆ จำพวกซุปร้อนๆ เช่น ซุปมิโซะ ซุปฟักทอง ซุปข้าวโพด หรือกล้วยน้ำว้าสัก 1-2 ผล
    2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาที่มีฤทธิ์ที่ทำให้ง่วงซึม โดยทั่วไปแล้วเมื่อเกิดภาวะขาดออกซิเจน สมองและกล้ามเนื้อต่างๆ จะสั่งงานให้ร่างกายตื่นขึ้น แต่ถ้าหากถูกกดเอาไว้ด้วยแอลกอฮอล์ หรือยาที่มีฤทธิ์กด ประสาท จะทำให้สมองตื่นช้า และอาจตอบสนองต่อภาวะขาดออกซิเจนไม่ทัน จนอาจเสียชีวิตได้
    3. ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนนอน การนอนกรนส่วนหนึ่งเกิดขึ้น เพราะนอนหลับไม่สนิท ดังนั้น เพื่อการนอนหลับ สนิทจนถึงเช้า ลองดื่มนม น้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น หรือน้ำสมุนไพรอุ่นๆ สักแก้วดูนะคะ น่าจะช่วยลดปัญหาได้ 

สมุนไพรลดอาการกรน  

    • หอมแดงแก่จัด นอกจากจะมีสรรพคุณแก้หวัด คัดจมูก ลดไขมันอุดตันในหลอดเลือดแล้ว กลิ่นฉุนของหอม แดงยังช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในลำคอ และช่วยให้ระบบหายใจทำงานได้ดีขึ้น จะเอามาดม หรือประกอบอาหารก็ ได้ค่ะ กินทุกวันอย่างน้อยสองเดือน และถ้าจะให้ได้ผลดีต้องกินสดๆ เช่น กินกับเมี่ยง ทำเป็นผักจิ้มน้ำพริก เป็น ต้น
    • พริกขี้หนู รสเผ็ดของพริกจะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง และเกิดความชุ่มชื่นในลำคอ สารแคปไซซินช่วยลด การหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบหลอดลม พริกจึงมีประโยชน์ต่อคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ สามารถนำพริก ขี้หนูไปประกอบอาหาร เช่น แกง ต้มยำ หรือต้มโคล้ง จะช่วยให้ระบบหายใจทำงานสะดวกขึ้น ปัญหาการกรน อาจลดลงได้ค่ะ
    • ขิง ใช้เหง้าขิงแก่สดขนาดเท่าหัวแม่มือ หรือประมาณ 5 กรัม ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม จะช่วยให้สดชื่น ระบบ ทางเดินหายใจทำงานสะดวกขึ้น
    • ใบแมงลัก มีฤทธิ์แก้หวัด และหลอดลมอักเสบ นำใบไปประกอบอาหาร จะช่วยให้ระบบหายใจทำงานดีขึ้น 

 

Tip - วิธีสังเกตอาการหยุดหายใจขณะหลับ

       ในบางรายที่มีอาการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ ตาม มา เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคอัมพาต ซึ่งอาการนี้สังเกตได้ไม่ยาก ทั้งเจ้าตัวที่นอนกรน รวมทั้งคน ใกล้ชิดสามารถสังเกตอาการที่ปรากฏง่ายๆ ดังนี้คะ

        1. เสียงกรนดังได้ยินชัดเจน
        2. ขี้เซาและง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวัน ปวดศีรษะและคอแห้งตอนเช้า
        3. ตื่นกลางดึกบ่อยๆ ขณะนอนหลับมีการพลิกตัวไปมาอย่างผิดปกติ 
        4. หายใจติดขัดและหยุดหายใจเป็นพักๆ
        5. มีอาการซึมเศร้า ความต้องการทางเพศ และสติปัญญาลดลง
        6. ความดันโลหิตสูง จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ

 

ที่มา ... ชีวจิต  และwomen.thaiza.com

Comment

Comment:

Tweet

ชั่งเป็นบทความที่มีคุณค่ายิงเลยจ้ะ ชอบจัง
haijai.com

<ul class="head_main-menu">
<li class="first health">สุขภาพ

<ul>
<li>การดูแลสุขภาพ</li>
<li>อาหารเพื่อสุขภาพ</li>
<li>ออกกำลังกาย</li>
<li>สุขภาพผู้หญิง</li>
<li>สุขภาพผู้ชาย</li>
<li>สุขภาพจิต</li>
<li>โรคและการป้องกัน</li>
<li>สมุนไพรเพื่อสุขภาพ</li>
</ul>
</li>
<li class="pregnancy">แม่ตั้งครรภ์

<ul>
<li>สุขภาพแม่ตั้งครรภ์</li>
<li>พัฒนาการ ตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์</li>
<li>อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์</li>
<li>โรคขณะตั้งครรภ์</li>
<li>การคลอด</li>
<li>หลังคลอด</li>
<li>การออกกำลังกาย</li>
<li>คำถาม แม่ตั้งครรภ์สงสัย</li>
</ul>
</li>
<li class="baby">ทารกแรกเกิด

<ul>
<li>สุขภาพทารกแรกเกิด</li>
<li>ผิวทารกแรกเกิด</li>
<li>การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด</li>
<li>การดูแลทารกแรกเกิด</li>
<li>โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด</li>
<li>เลี้ยงลูกด้วยนมแม่</li>
<li>อาหารสำหรับทารก</li>
<li>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเด็กทารก</li>
</ul>
</li>
<li class="last child">เด็กโต

<ul>
<li>สุขภาพเด็ก</li>
<li>ผิวเด็ก</li>
<li>การพัฒนาการเด็ก</li>
<li>การดูแลเด็ก</li>
<li>โรคและวัคซีนเด็ก</li>
<li>อาหารสำหรับเด็ก</li>
<li>การเล่นและการเรียนรู้</li>
<li>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเด็ก</li>
</ul>
</li>
</ul>

#1 By haijai.com (61.91.129.143|61.91.129.143) on 2014-04-08 17:51